หลักการพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคา

การจะเกิดสุริยุปราคาได้นั้นขึ้นอยู่กับเวลาจากภาพก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าต้องรอให้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก เรียงตัวเป็นเส้นตรงถึงจะก่อนให้เกิด สุริยุปราคาที่สมบูรณ์ ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์เอียงทำมุมประมาณ 5 องศากับระนาบวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์ เป็นที่แน่นอนว่าการเคลื่อนผ่านในระหว่างที่ดวงจันทร์ดับ มักจะผ่านไปไม่ทิศเหนือก็ทิศใต้ของ ดวงอาทิตย์โดยเงาของดวงจันทร์ไม่สัมผัสผิวโลก จึงไม่เกิดสุริยุปราคา เพราะวงโคจรของดวงจันทร์เป็นรูปวงรี ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ระแปรผันของระยะห่างประมาน 6 % โดยการเกิดสุริยุปราคก็จะดวงใหญ่ดวงเล็กก็ขึ้นอยู่กับขนาดของระยะหว่างนี้นั้นเอง โดยจะสังเกตได้ว่าเราจะเห็นปรากฏการณ์เป็นรูปวงรีโดยส่วนใหญ่ และดวงจันทร์จะอยู่ใกล้โลกมากที่สุดก็จะเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวงให้เห็นได้อย่างชัดเจน เพราะโลกเราก็มีวงโคจรเป็นรูปวงรีเช่นกัน ระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกก็แปรผันไปในรอบปี แต่ส่งผลไม่มากนักต่อการเกิดสุริยุปราคาเวลาในการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ใช้เวลา 27.3 วัน แต่โลกเองก็โคจรในทิศทางเดียวกันกับดวงจันทร์ทำให้ระยะเวลาจากจันทร์เพ็ญถึงจันทร์เพ็ญอีกครั้งหนึ่งกินเวลานานกว่านั้น คือ ประมาณ 29.6 วัน เรียกว่า เดือนจันทรคติ (lunar month) หรือเดือนดิถี (synodic month) การนับเวลาของดวงจันทร์ผ่านจุดที่เรียกว่าจุดโหนดขึ้น (ascending node) ซึ่งเป็นจุดที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่จากใต้ระนาบสุริยวิถีขึ้นไปทางเหนือครบหนึ่งรอบก็เป็นการนับเดือนอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน เดือนแบบนี้สั้นกว่าแบบแรกเล็กน้อย เนื่องจากจุดดั้งกล่าวถอยหลังเคลื่อนโดยเกิดจากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ด้วยคาบ 18.6 ปี เรียกเดือนแบบนี้ว่า เดือนราหู (draconic month) ยังมีเดือนอีกแบบหนึ่งที่นับจกาดวงจันทรโคจรผ่านจุดใกล้โลกที่สุด 2 ครั้งติดกัน เรียกว่า เดือนจุดใกล้ (anomalistic month) มีค่าไม่เท่ากับเดือนดาราคติ เนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์ส่ายไปโดยรอบด้วยคาบประมาณ 9 ปี